จดหมายเปิดผนึกของพนักงานเพื่อทวงถามการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของพนักงานและแนวทางการลงโทษทางวินัย

เป็นที่น่ายินดีในเบื้องต้นเมื่อคณะกรรมการการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของพนักงาน และคณะกรรมการนโยบายได้ลงมติเรื่องการร้องเรียนด้านความไม่โปร่งใสและการละเมิดหลักจริยธรรมด้านบริหารจัดการงานทรัพยากรบุคคลนั้นมีมูลและข้อเท็จจริงในด้านการคัดเลือกบุคลากร  การประเมินผลงาน  การประเมินผลการทดลองงานที่ขาดหลักการที่ชัดเจนโปร่งใส  ตลอดจนกระบวนการและกลไกในการตรวจสอบภายในที่ขาดประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดความไม่ชอบธรรมในการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นกลไกสำคัญยิ่งเชื่อมโยงต่อการบริหารจัดการองค์กรในทุกภาคส่วนขององค์กร

โดยตลอดมานั้นปัญหาดังกล่าวได้สั่งสมจนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่และส่งผลกระทบต่อองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยในการสรรหาบุคลากรในระดับผู้นำ ผู้บริหารที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทั้งด้านประวัติการทำงาน  ตลอดจนคุณภาพ ศักยภาพ ประสิทธิภาพการบริหารงานในเชิงปฏิบัติ   รวมถึงการมีทัศนคติ การวางตนที่เหมาะสม และความมีจริยธรรม-ธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารงานองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระเบียบพ.ร.บ.ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ในนามพนักงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยที่ร่วมกันลงชื่อจำนวนมากกว่าสองร้อยคน  เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการบริหารงานที่ละเมิดหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพภายใต้ระเบียบพ.ร.บ.   ได้ทำการรวบรวมประเด็นปัญหาและข้อมูลการร้องเรียนพฤติกรรมไม่ชอบของผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักและระดับผู้จัดการจากตัวแทนพนักงานหลายภาคส่วน   ซึ่งเป็นข้อมูลและการรายงานสำคัญในเบื้องต้นเพื่อนำไปสู่กลไกการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งจากพยานหลักฐานทางเอกสารและพยานบุคคล  (ซึ่งจำเป็นต้องมีการเรียกสอบปากคำพนักงานทั้งสำนัก ตลอดจนพนักงานที่ลาออกไปแล้วแทนการเรียกสอบเฉพาะบางรายบุคคล  ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์รอบด้านต่อการสอบสวนข้อเท็จจริง)

บัดนี้ กระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆได้ดำเนินมาร่วมกว่า 60 วัน โดยปราศการเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถูกร้องเรียนและพนักงานจากทุกภาคส่วนของไทยพีบีเอสได้ร่วมกันเข้ารับฟังคำชี้แจงและซักถามข้อสงสัยตามที่พนักงานและสมาพันธ์ได้ร้องขอไว้เป็นเงื่อนไขสำคัญในจดหมายร้องเรียนฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2555  การปิดโอกาสเพื่อให้พนักงานและผู้ถูกร้องเรียนได้มีโอกาสซักถามและชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกันทุกฝ่าย ทุกสำนักขององค์การฯ  ได้นำไปสู่วิกฤติการสื่อสารขององค์การสื่อสาธารณะแห่งนี้ และนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในท้ายสุด  ท่ามกลางข้อมูลข่าวที่สับสนเนื่องด้วยมีการปิดช่องทางและเวทีในการสื่อสารระหว่างกัน  ตลอดจนการบิดเบือนประเด็นการร้องเรียนของพนักงานเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด

ในนามพนักงานขอใช้สิทธิ์ในการร้องเรียนและทวงถามติดตามผลพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของพนักงานและบทลงโทษทางวินัย  หากการตรวจสอบและไตร่สวนพบว่ามีมูลข้อเท็จจริงในเรื่องการทุจริตและการละเมิดหลักจริยธรรมของผู้บริหารและพนักงานในองค์การ   เพื่อนำความเป็นธรรมและกู้ภาพลักษณ์ของไทยพีบีเอสกลับมาโดยเร่งด่วน   ทั้งนี้  เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตการบริหารงานและ/หรือการปฏิบัติงานที่ละเมิดหลักจริยธรรมในองค์การฯ  ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเรื่องนโยบายด้านการป้องกันการทุจริตและการละเมิดหลักจริยธรรมในองค์การ  ข้อที่ 3 ประกาศ  ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2552  โดยพนักงานจะต้องมีหน้าที่แจ้งเหตุหรือรายงานพฤติกรรมที่ไม่พึงชอบต่อผู้อำนวยการโดยตรงภายใต้ระเบียบพ.ร.บ.ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ส.ส.ท.  ทั้งนี้ การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิความเป็นพนักงานส.ส.ท.ตามนโยบายการป้องกันการทุจริตและการละเมิดหลักจริยธรรมในองค์การตามรายละเอียดในข้อที่ (3)ประกาศ ณ วันที่ 13 ส.ค. 2552โดยศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม  ( ตามเอกสารสำคัญแนบ) 

เหตุจำเป็นในการทวงถามและติดตามผลพิจารณาและบทลงโทษทางวินัย  เนื่องด้วยเชื่อว่ายังคงมีการดำเนินการบริหารจัดการงานในส่วนต่างๆโดยขาดความชอบธรรมโปร่งใส เพื่อเอื้อประโยชน์หรือปกปิดการบริหารงานที่ผิดพลาดให้แก่ตนเองพวกพ้อง  โดยมีมูลปรากฎซึ่งนำความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในองค์การสื่อสาธารณะ

1. มีการข่มขู่คุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพนักงานที่เคลื่อนไหว ร้องเรียน รายงานพฤติกรรมไม่ชอบของผู้บริหารมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด  โดยผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักและระดับผู้จัดการที่ล้วนที่ส่วนได้เสียกับการร้องเรียน       แม้ว่าพนักงานไทยพีบีเอสได้ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการนโยบายใช้อำนาจในการพิจารณาพักการปฏิบัติหน้าที่ทันทีของผู้บริหารที่ถูกร้องเรียน   แต่ผู้บริหารเหล่านั้นกลับไม่หยุดพฤติกรรมการคุกคาม  ข่มขู่  ละเมิดสิทธิ์ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของพนักงาน  ซึ่งล้วนเป็นความพยายามใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตคุกคามพนักงานที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวร้องเรียนความไม่โปร่งใสของตนเองและพวกพ้อง   (ตามระบบสากลนั้นผู้บริหารควรแสดงสปิริตลาออกหรือขอย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นหรือพักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดารบริหารงาน)  การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดและขัดต่อระเบียบพ.ร.บ. ด้านจริยธรรมของกรรมการ และผู้บริหารองค์การ ข้อ (9) ว่าด้วยการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างสุภาพ เคารพต่อความเป็นปัจเจกบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  หลีกเลี่ยงการดำเนินการใดใดที่อาจคุกคาม  สร้างความกดดันต่อสภาพจิตใจของพนักงาน รวมทั้งการแทรกแซง ครอบงำความคิดสร้างสรรค์และเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลักจริยธรรมและความรับผิดชอบของวิชาชีพสื่อมวลชน

โดยเฉพาะในขณะนี้  ซึ่งเป็นช่วงการประเมินผลงานประจำปี  จึงมีพนักงานพี่น้องไทยพีบีเอสหลายคนที่ได้รับการคุกคาม การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นโดยผู้บังคับบัญชาและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เข้าไปสอบถามว่าเป็นผู้ร่วมลงชื่อร้องเรียนหรือไม่ หากเป็นผู้ร่วมลงชื่อร้องเรียนจะทำให้ไม่ผ่านการประเมินด้านจริยธรรม   สะท้อนถึงการบกพร่องของผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นในการขาดการศึกษาเรียนรู้พระราชบัญญัติขององค์การฯ ว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดและขัดต่อระเบียบพ.ร.บ. ด้านจริยธรรมของกรรมการ และผู้บริหารองค์การ ข้อ (11) การดำรงความยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสนองประโยชน์หรือความต้องการของตน  ทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยทั้งนี้ อาศัยอำนาจข้อบังคับตามระเบียบด้านนโยบายการป้องกันทุจริตและการละเมิดจริยธรรมในองค์การตามประกาศ ณ วันที่ 13 ส.ค. 2552 โดยศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ข้อ (4) ฝ่ายอำนาวยการและฝ่ายบริหารต้องจัดให้มีช่องทางและระบบในการรับเรื่องแจ้งเหตุ ร้องเรียน รายงานการทุจริตและการบริหารงานที่ละเมิดหลักจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งมีหลักประกันในการรักษาความลับและคุ้มครองผู้รายงาน ผู้ร้องเรียน และ/หรือผู้เป็นพยานอย่างเข้มงวด  และข้อ (7) ฝ่ายบริหารต้องให้ความสำคัญกับทุกข้อมูลและเรื่องร้องเรียน โดยเฉพาะประเด็น/เรื่องที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์การ  โดยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขตามน้ำหนักและเหตุผลของข้อมูล  จึงสมควรให้พิจารณาเรื่องผลกระทบของพนักงานและการพิจารณาการไตร่สวนข้อร้องเรียนต่างๆ อย่างรอบคอบและให้ความสำคัญโดยเร่งด่วน

2.เชื่อว่ายังคงมีการดึงสมัครพรรคพวกหรือการชักนำคนรู้จักหรือพวกพ้องของตนเข้ามาเป็นเครือข่าย ในการบริหารภายใต้สายบังคับบัญชาของตนเองอย่างขาดความชอบธรรมโปร่งใส  ในกรณีดังกล่าว ถือเป็นความเสี่ยงในการนำไปสู่ศูนย์อำนาจการบริหารงานที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการทุจริตเชิงบริหาร ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักดังกล่าวเป็นผู้ถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมไม่ชอบในหลายด้าน

3. พนักงานขาดขวัญและกำลังใจจากการประเมินผลงาน การปรับตำแหน่ง เลื่อนขั้นตำแหน่งด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาส่งเสริมความก้าวหน้าอนาคตทางการงานที่ขาดความโปร่งใสชัดเจน  ตลอดจนการขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานและปัญหาบริหารค่าจ้างเงินเดือนที่ไม่เป็นธรรมมีความเหลื่อมล้ำแม้อ้างว่ามีมาตรฐานของกระบอกเงินเดือนจนเกิดปัญหาสมองไหล  พนักงานที่สร้างผลงานดีๆ เริ่มทยอยลาออก ที่เหลือในองค์กรในอนาคตหากแก้ไขไม่ทันก็เหลือแต่ประเภทไปไหนไม่ได้  ถ้ควรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงระบบบริหารเงินเดือน และระบบการประเมินผลงานขององค์กรด้วยระบบใหม่

4. ยังคงปรากฏความเสื่อมถอยเรื่องระบบพวกพ้องและการเลือกปฏิบัติในองค์การฯจากหน่วยงาน/สำนักซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพขององค์การ  ทำให้เกิดการติดต่อประสานงานที่ไม่รับการอำนวยความสะดวกและติดขัดด้วยอคติจนเกิดพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติ และสร้างความขัดแย้งให้เกิดภายในหมู่พนักงานด้วยกัน  แม้พนักงานในสำนักฯก็ยังเกิดความอึดอัดคับข้องไม่สบายใจต่อพฤติกรรมการใช้อำนาจในเชิงครอบงำผู้ใต้บังคับบัญชาและ.ใช้อำนาจการบริหารจัดการในเชิงให้คุณให้โทษต่อผู้ใต้บังคับบัญชา   สร้างความอดสูว่าหน่วยงานสนับสนุนขององค์การฯดังกล่าวนั้น มีไว้เพื่อดำรงรักษาความยุติธรรมให้กับองค์กรและปกป้องศักดิ์ศรีของพนักงาน  หรือมีไว้เพื่อปกป้องเฉพาะประโยชน์ได้เสียของพวกพ้องและมีไว้เพื่อสนองประโยชน์เฉพาะตนทั้งทางอ้อมและทางตรง การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดและขัดต่อระเบียบพ.ร.บ. ด้านจริยธรรมของกรรมการ และผู้บริหารองค์การ ข้อ (9)  และข้อ (10)

 5.  มีการแต่งตั้งประธานกรรมการและ/หรือคณะกรรมการในชุดพิจารณาต่างๆที่ไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงการแต่งตั้งให้ผู้ถูกร้องเรียนและกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการไตร่สวนตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ   นอกจากนั้น มีการได้รับรายงานว่ามีพฤติกรรมไม่ชอบของผู้บริหารระดับผอ.สำนักในด้านละเมิดความเป็นปัจเจกบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยพฤติกรรมการไม่รักษาความลับทางราชการ/ในที่ประชุม  โดยมีพฤติกรรมชอบนำข้อมูลที่ควรเก็บเป็นความลับในการประชุม / การไตร่สวนทางวินัยมาเปิดเผยต่อผู้อื่นในเชิงประจาน  เป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮาประชดประชันให้ลูกน้องในสำนักได้เห็นและได้ยิน  ซ้ำมีพฤติกรรมชอบข่มขู่ต่อผู้ที่ตนคิดว่านำพฤติกรรมไม่ชอบของตนไปเปิดเผยหรือนำไปร้องเรียน  การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดและขัดต่อระเบียบพ.ร.บ. ด้านจริยธรรมของกรรมการ และผู้บริหารองค์การ ข้อ (3)  (4)  (5)  (6) (8) (9) (11)

           จึงขอเรียกร้องจากคณะกรรมการผู้มีอำนาจในการตรวจสอบข้อร้องเรียนของพนักงานดังกล่าวได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆของพนักงานโดยเร่งด่วน เพราะบั่นทอนต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ภายในองค์การ ทั้งยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องยึดมั่นในความยุติธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้ในฐานะสื่อสาธารณะที่มีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ และควรพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วนของสังคม 

     โดยขอให้มีการเปิดเวทีชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อหน้าพนักงานทุกภาคส่วนพร้อมกัน  เพื่อโอกาสในการชี้แจงของผู้ถูกร้องเรียนและการซักถามจากพนักงานทุกสำนัก และแนวทางในการแก้ปัญหาวิกฤติศรัทธาขององค์การอย่างบูรณาการ และการนำมาซึ่งสิทธิ์และความเป็นธรรมให้แก่เพื่อนพนักงานที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ตลอดจนข้อเรียกร้องเรื่องการเปิดเผยกระบอกเงินเดือนและการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน  เนื่องด้วยมีความเหลื่อมล้ำไม่ชอบธรรม สวัสดิการต่างๆ ที่สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันของตลาดแรงงานและภาวะทางเศรษฐกิจ  ทันทีที่มีมติสรุปผลการพิจารณาภายใต้การนำทิศทางการสร้างความศรัทธาและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งของผู้อำนวยการส.ส.ท.ทท่านใหม่ซึ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2555  และคณะกรรมการนโยบายทั้งชุดเก่าและชุดใหม่

 ___________________________________