Forwarded : จดหมายจากเพื่อนที่รักสื่อสาธารณะ

เราไม่รู้คุณเป็นใคร แต่เราชอบบทความที่คุณเขียนให้เรา (วันนี้มีสมาธิได้อ่านเต็ม 100) เมื่อครั้งที่เราส่ง

ภาพพระที่ได้จากหัวหน้ามาทำให้รู้สึกว่าสังคมไทยเราสู้ไม่ได้กับสังคมคนเกาหลี+ญี่ปุ่น ที่สำคัญเราภูมิใจมากที่ ส.ส.ท.มีคู่มือจริยธรรมให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเผื่อสักวัน เราจะได้เห็นผู้นำระดับองค์กร ระดับสังคม

(หน่วยงานเอกชน+ภาครัฐ) มี spirit แบบนี้บ้าง ประเทศเราคงก้าวหน้าแบบเค้าได้แน่นอน เราจึงส่งบทความที่คิดว่ามีคุณค่ามาร่วม share ด้วย

บทความพิเศษ นงนุช สิงหเดชะ มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 ส.ค.2555

กรณี นายลี เมียง บัก (ออกเสียงให้ถูกต้องตามภาษาเกาหลีว่า อี มยอง บัก) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ออกมากล่าวขอโทษ (ซา-กวา) ต่อประชาชนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เรื่องที่พี่ชายของเขาคือ นายอี ซาง ดุ๊ก ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของเขาถูกจับกุมข้อหารับสินบนจากธนาคารออมสินซึ่งกำลังมีปัญหาและถูกระงับกิจการอยู่ในขณะนี้

“ผมขอโทษอย่างจริงใจที่ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจ ตอนแรกผมจะรอให้ผลการสอบสวนออกมาก่อนจึงจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมเปลี่ยนใจและสรุปว่าผมควรจะได้แสดงความรู้สึกอย่างจริงใจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผมควรจะทำในฐานะผู้นำ ทั้งนี้ ตั้งแต่ตอนแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ผมก็ยึดมั่นในการเมืองที่สะอาดและใช้ความพยายามของผมที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ด้วยการบริจาคทรัพย์สินและแม้แต่เงินเดือนของผมให้กับชุมชน มีบางช่วงที่ผมรู้สึกว่าความพยายามของผมได้ผลบ้าง แต่โชคไม่ดีที่คนใกล้ชิดของผมได้กระทำสิ่งต่างๆ ขึ้นและนั่นทำให้ผมเจ็บปวด ผมจะไม่โทษคนอื่นสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาก่อขึ้น” นี่คือคำขอโทษของประธานาธิบดีเกาหลีใต้

นับจากปีที่แล้ว ญาติและผู้ช่วยของผู้นำเกาหลีใต้หลายคนถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากนักธุรกิจและเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชั่นซึ่งในจำนวนนี้มีหลายคนถูกส่งเข้าคุกแล้ว

ถัดมาในวันที่ 25 กรกฎาคม อัยการได้จับกุมอดีตผู้ช่วยของนายลีอีก 2 คน ในข้อหารับสินบนจากธนาคารออมสินเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงสะท้อนว่าผู้นำเกาหลีใต้ที่เป็นเสาหลักของบ้านเมือง มีความจริงใจในการปราบปรามคอร์รัปชั่น ด้วยการไม่ใช้อิทธิพลเพื่อช่วยเหลือญาติและคนใกล้ชิดให้พ้นจากเงื้อมมือกฎหมาย

ที่สำคัญกว่านั้น มันสะท้อนว่าระบบและกลไกในการปราบปรามคอร์รัปชั่นของเกาหลีใต้มีประสิทธิภาพอย่างมาก โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนักการเมือง ทั้งนี้ ระบบอัยการของเกาหลีใต้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากชนิดที่ว่าไม่มีจุดอ่อนเลย (เช่นเดียวกับญี่ปุ่น) เป็นระบบที่ดีกว่ายุโรปหรืออเมริกาด้วยซ้ำ

ระบบอัยการของเกาหลีใต้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้อัยการมีอิสระจากอำนาจหรือการแทรกแซงของรัฐบาล โดยมีความเป็นอิสระคล้ายกับผู้พิพากษา-ตุลาการ และที่สำคัญอัยการมีอำนาจสอบสวนและจับกุมเอง มีสถานะเป็นผู้ริเริ่มคดีได้เอง จึงทำให้อัยการไม่เกรงกลัวอำนาจของฝ่ายการเมือง ผิดกับระบบอัยการของไทยที่ไม่สามารถริเริ่มคดีได้เอง ส่วนใหญ่ก็ต้องรอรับเรื่องจากตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนจับกุม

ด้วยเหตุนี้อัยการของเกาหลีใต้จึงมีอำนาจใกล้เคียงกับรัฐบาลเพียงพอที่จะถ่วงดุลรัฐบาลได้
ส่วนระบบอัยการของไทยนั้น นอกจากอัยการจะไม่มีอำนาจสอบสวนจับกุมเองแล้ว ก็ยังเป็นหน่วยงานที่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและยังอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดของไทยจึงไม่มีอิสระ (และไม่กล้า) ในการดำเนินคดีกับนักการเมือง แถมยังต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลมาใช้จ่ายในการบริหารองค์กรอีกด้วย แทนที่จะมีอิสระในการเสนองบประมาณรายจ่ายเอง

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในเมืองไทยนั้น เรามักจะพูดกันว่า กระบวนการยุติธรรมที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ1.ตำรวจ (ในฐานะพนักงานสอบสวนและจับกุม) 2.อัยการ 3.ศาลหรือผู้พิพากษานั้น สาธารณชนให้ความเชื่อถือและศรัทธาศาลมากที่สุด

ส่วนตำรวจได้รับความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด

รองลงมาคืออัยการ

โดยคนไทยมองว่า ตำรวจและอัยการมีสภาพ “เอนไหว” ตามอำนาจการเมืองมากที่สุด
การเอาจริงกับการคอร์รัปชั่น การมีผู้นำที่มีจิตสำนึกสูง เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลา 50 ปีเศษ ก็พัฒนาตัวเองจากประเทศที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากเถ้าถ่านหลังสงคราม มาเป็นประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศในกลุ่ม OECD ได้

การมีความละอายเมื่อทำผิดดูเหมือนจะเป็น “วัฒนธรรม” ที่สืบทอดกันมาอย่างแข็งแกร่งในหมู่นักการเมืองเกาหลีใต้ (รวมทั้งญี่ปุ่น)

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2552 นายโรห์ มู เฮียน (ออกเสียงที่ถูกต้องตามภาษาเกาหลีว่า โน มู ฮยอน) อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนที่ 16 ได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะอับอายที่คนในครอบครัวและคนใกล้ชิดถูกกล่าวหาและพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่น

ก่อนฆ่าตัวตาย (ฆ่าตัวตายหลังครบวาระประธานาธิบดี) นายโรห์ประสบปัญหาเช่นเดียวกับประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2551 พี่ชายของนาย โรห์ ถูกฟ้องร้องในข้อหารับสินบนจากบริษัทก่อสร้างแดวูและในเวลาต่อมาถูกจำคุก ต่อมาในเดือนเมษายน 2552 หรือ 1 เดือนก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตาย อดีตเลขานุการของเขาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชั่นซึ่งโยงใยมาถึงครอบครัว (ภรรยา-ลูก) และผู้ช่วยของเขา

โรห์ มู เฮียน โดยส่วนตัวเป็นคนซื่อสัตย์ มีความมุ่งมั่นจริงใจในการช่วยเหลือคนยากจน พื้นเพครอบครัวของเขาก็มาจากชาวบ้านธรรมดา การฆ่าตัวตายของเขาเชื่อว่าเป็นเพราะอับอายและสร้างความผิดหวังให้กับผู้สนับสนุนเขา เพราะช่วงหาเสียงเขาได้รับปากว่า “จะถอนรากถอนโคนคอร์รัปชั่น จะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีมีความใสสะอาด”

แต่เมื่อญาติและคนใกล้ชิดไปกระทำการที่น่าอับอาย เขาก็เห็นเป็นเรื่องอดสูที่อยู่สู้หน้าผู้คนไม่ได้
ตั้งแต่ไทยมีการรัฐประหารครั้งสุดท้าย มักมีการพูดว่า ทหารไทยต้องเอาอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น นั่นคือไม่มายุ่งการเมืองเพื่อทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและเจริญ แต่การพูดเช่นนั้นเป็นการมองจากมิติเดียว เพราะอย่าลืมว่าจุดตั้งต้นของความเจริญของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมาจาก “จิตสำนึก” ของนักการเมือง และระบบการปราบปรามนักการเมืองคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

กลไกปราบนักการเมืองคอร์รัปชั่นของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มีประสิทธิภาพมากเสียจนไม่ตกเป็นภาระให้กับทหารหรือเปิดช่องให้ทหารเข้ามายุ่ง ทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบคอร์รัปชั่นทำงานอย่างแข็งขันและมีอิสระ จนนักการเมืองไม่กล้าย่ามใจ

ประกอบกับประชาชนมีจิตสำนึกสาธารณะสูง พวกเขาไม่ยอมให้นักการเมืองข่มเหงแทรกแซงอัยการ หรือคนในกระบวนการยุติธรรม แต่จะปกป้องอย่างสุดกำลัง พวกเขารังเกียจการคอร์รัปชั่น มีสำนึกความรักชาติสูง กตัญญูและสำนึกในบุญคุณบรรพบุรุษที่รักษาแผ่นดินให้พวกเขาอยู่…